วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

23. 京族ชนกลุ่มน้อยเผ่าจิง





































ชนกลุ่มน้อยเผ่าจิงเป็นกลุ่มที่มีจำนวนประชากรน้อยมาก เรียกตัวเองว่า “จิง” มาแต่ครั้งอดีต แต่คนภายนอกเรียกชนกลุ่มนี้ว่า “เยว่” จนปี ค.ศ. 1958 จึงใช้ชื่อ “จิง” เป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ ชาวจิงอาศัยอยู่กลางหุบเขาอำเภอเจียงผิง (江平Jiānɡpínɡ) ตำบลลี่เหว่ย(丽伟Lì wěi) อูโถว (乌头Wūtóu) เหิงวั่ง (恒望Hénɡ wànɡ) ถันจี๋ (谭吉Tánjí) หงขั่น (宏坎Hónɡkǎn) จู๋ซาน(竹山Zhúshān) ในเขตปกครองตนเองกลุ่มจ้วงของมณฑลกว่างซี จากการสำรวจจำนวนประชากรครั้งที่ 5 ของจีนในปี 2000 ชนกลุ่มน้อยเผ่าจิงมีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 22,517 คน พูดภาษาจิง ภาษานี้เหมือนกับภาษาเวียดนาม แต่ชาวจิงส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้ภาษาจีน อักษรจีนและภาษาพูดกวางตุ้ง


ชาวจิงอพยพมาจากพื้นที่ต่างๆ ของประเทศเวียดนามโดยเฉพาะจากบริเวณหุบเขาถู (涂山Túshān) โดยช่วงแรกที่อพยพมานั้น ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณหมู่บ้านเล็กๆในเกาะอูซาน(巫山岛 Wūshāndǎo)และตำบลเจียงผิง(江平Jiānɡpínɡ)ของประเทศจีน ต่อมาขยายอาณาเขตที่อยู่อาศัยไปยังพื้นที่ต่างๆ เช่น เมืองเหว่ย (尾wěi) ซานซิน(山心Shānxīn) ถานจี๋ (潭吉Tánjí) ถึงสมัยราชวงศ์ชิง มีการตั้งด่านที่เมืองเจียงผิง ต่อมาในปลายสมัยชิงเมืองนี้อยู่ในอำนาจการปกครองของราชสำนักชิง ชาวจิงอยู่ร่วมกับชาวฮั่นหักร้างถางพงบุกเบิกพัฒนาและดูแลเมืองต่างๆ ในพื้นที่ทางตอนใต้ เปรียบเสมือนประตูเมืองทางใต้ของจีนในสมัยนั้นก็ว่าได้ ในประวัติศาสตร์ชาวจิงเคยรวมตัวกันกับชาวฮั่น ชาวจ้วงต่อต้านการรุกรานและกดขี่ข่มเหงจากสังคมศักดินาของระบอบกษัตริย์ในสมัยนั้น ในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ชาวจิงราว 30 กว่าคนร่วมเป็นสมาชิกในพรรคแรงงานประชาชนต่อต้านรัฐบาล และที่เมืองซานซินมีการก่อตั้งสมาคมเกษตรกรชาวจิงขึ้น และมีการรวมตัวกันเดินขบวนแสดงพลังของชาวจิงนับร้อยคนเพื่อต่อต้านชนชั้นศักดินา นายทุน และระบบจักรวรรดินิยม ในช่วงต้นปี 1944 กองทัพญี่ปุ่นรุกรานดินแดนอันเป็นที่อยู่อาศัยของชาวจิง ชาวจิงในขณะนั้นร่วมเข้าเป็นกองกำลังกับรัฐบาลจีนเพื่อสู้รบกับกองกำลังญี่ปุ่น นับเป็นการต่อสู้เพื่อประเทศชาติครั้งสำคัญ


ระบบเศรษฐกิจและสังคมของชาวจิง ในช่วงยุคก่อนการปลดปล่อย ชาวจิงประกอบอาชีพการประมงน้ำตื้นเป็นหลัก รองลงมาได้แก่ อาชีพเกษตรกร การทำนาเกลือ ในระบบสังคมศักดินาการขูดรีดประชาชนรุนแรงมาก ชาวจิงต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินทำกินและเครื่องมือการเกษตรและการประมงให้เจ้าของโดยหักจากผลผลิตสูงกว่า 70% ในขณะเดียวกันภาษีที่ต้องส่งให้ชนชั้นศักดินาก็สูงถึง 70 – 80 % ผลผลิตที่ได้จึงไม่เพียงพอต่อการจ่ายค่าเช่าและภาษี ที่สำคัญไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ การจ้างแรงงานส่วนใหญ่จึงเป็นไปในรูปแบบของการชดใช้หนี้สินที่ไม่มีที่สิ้นสุด ชาวจิงในยุคนั้นตกอยู่ในสภาวะอดอยากและหิวโหยอย่างสาหัส


ก่อนการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน สังคมของชาวจิงเป็นแบบมีหัวหน้าเผ่าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการควบคุมดูแลความเป็นอยู่ มีอำนาจตัดสินความขัดแย้งของสมาชิก ตลอดจนเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรมต่างๆของชุมชน ภายใต้การปกครองของหัวหน้าเผ่ามีผู้ปกครองในระดับรองลงมา มีหน้าที่ลงโทษผู้กระทำความผิดและดูแลพื้นที่ทำกิน ป่าเขาของชุมชน รองลงมามีเลขาของชุมชน ทำหน้าที่เกี่ยวกับเอกสารและการบันทึกต่างๆ เรื่องราวที่สำคัญจะตัดสินกันโดยคณะกรรมการประจำชุมชนโดยมีหัวหน้าหมู่บ้านเป็นประธาน ในยุคกว๋อหมินตั่งได้อาศัยระบบการปกครองชุมชนชาวจิงนี้เป็นเครื่องมือในการรวบรวมชาวจิงเข้ามาอยู่ในอำนาจการปกครอง


หลังยุคปลดปล่อย ชาวจิงมีอำนาจและสิทธิ์ในการปกครองตนเอง ตามนโยบายชนกลุ่มน้อยของรัฐบาล ภายใต้ความช่วยเหลือและสนับสนุนของรัฐบาล ชาวจิงประกอบอาชีพประมงซึ่งเป็นอาชีพหลักที่ทำมาแต่ดั้งเดิม มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด สร้างฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การประมงพัฒนาจากเดิมที่เป็นการประมงน้ำตื้นเปลี่ยนเป็นการทำประมงน้ำลึก ขยายอาณาบริเวณพื้นที่การประมงมากขึ้น เครื่องมือประมงพัฒนาจากเดิมที่ใช้เครื่องมือแบบพื้นบ้านมาเป็นอวนลากขนาดใหญ่ พัฒนารูปแบบการประมงที่เดิมจับสัตว์น้ำตามธรรมชาติมาเป็นการเพาะเลี้ยง และประกอบเป็นผลิตภัณฑ์อาหารแห้งในระดับโรงงานขนาดใหญ่ส่งออกจำหน่ายทั่วประเทศ หลังการปลดปล่อยเป็นต้นมา รัฐบาลมีนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจบริเวณเหยียนห่าย (沿海Yánhǎi) ซึ่งเป็นพื้นที่อาศัยของชาวจิงเป็นพิเศษ ส่งผลให้การอาชีพและสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจิงดีขึ้นเป็นลำดับ นำไปสู่การพัฒนาการศึกษา การสาธารณสุขที่ดีขึ้น


.งานศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลายของชาวจิง แสดงออกถึงอัตลักษณ์ความเป็นชนเผ่าได้อย่างชัดเจน ศิลปะการร้องรำทำเพลงก็มีเอกลักษณ์โดดเด่น การร้องเพลงของชาวจิงมีพิณสามสายบรรเลงประกอบ และมีเครื่องประกอบจังหวะคือ กลอง และเกราะ มีทำนองเพลงมากมายกว่า 30 ทำนอง เนื้อหาสำคัญของเพลงชาวจิงได้แก่ เพลงชาวเขา เพลงรัก เพลงแต่งงาน เพลงชาวประมง เพลงรำพัน เพลงยาวเล่าเรื่อง เพลงแรงงาน เพลงพื้นบ้าน เป็นต้น เนื้อเพลงบางอย่างก็ได้มาจากเรื่องราวทางประวัติศาตร์ รวมทั้งกลอนโบราณของจีน เช่น กลอนชื่อ《宋珍、陈菊花》Sònɡ zhēn、Chén júhuā “ไข่มุกซ่ง เบญจมาศเฉิน” กลอนชื่อ《斩龙传》Zhǎnlónɡ Zhuàn “บันทึกจ่านหลง” กลอนชื่อ《琴仙》Qínxiān “เทพคีตา” เป็นต้น ทำนองเพลงและเนื้อเพลงของชาวจิง มีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ และบ้างก็แต่งขึ้นใหม่ เพลงส่วนใหญ่มีเนื้อหาสะท้อนสภาพชีวิตของชาวจิงได้อย่างชัดเจน เช่น มีเพลงเพลงหนึ่งมีเนื้อร้องว่า


潮涨潮退不离海, 风吹云走不离天;
大路不断牛脚印, 海上不断钓鱼船。
cháo zhǎnɡ cháo tuì bù lí hǎi,
fēnɡ chuī yún zǒu bù lí tiān;
dà lù bú duàn niú jiǎo yìn,
hǎi shànɡ bú duàn diào yú chuan.
น้ำสูงต่ำไม่ต่ำสูงเกินทะเล ลมโบกเมฆาไกลไม่เกินฟ้า
ทะเลไม่สิ้นไร้เรือหาปลา ถนนนาไม่โรยรารอยเท้าวัว

ยังมีเพลงรักเพลงหนึ่งของชาวจิงมีเนื้อร้องว่า
摇船过海摇绳断, 还有几摇到岸边;
板短搭桥难到岸, 望妹伸手过来牵
yáo chuán ɡuò hǎi yáo shénɡ duàn ,
hái yǒu jǐ yáo dào àn biān ;
bǎn duǎn dā qiáo nán dào àn ,
wànɡ mèi shēn shǒu ɡuò lái qiān
พายเรือข้ามสมุทรสาย พายขาด
อีกกี่พายจึงวาด ถึงฝั่ง
ไม้สั้นมิอาจพาด ข้ามได้ เลยเอย
จดจ่อจิตจากฟ้า ส่งน้องช่วยเอื้อม


หนุ่มสาวชาวจิงเลือกคู่โดยวิธีการร้องเพลงโต้ตอบเกี้ยวพาราสีกัน ดังนั้นชาวจิงจึงเชี่ยวชาญการร้องรำทำเพลงกันถ้วนหน้า “อุปรากรจิง” เป็นการแสดงอันสะท้อนถึงเอกลักษณ์ของชาวจิงที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ เครื่องดนตรีอย่างหนึ่งของชาวจิง ได้แก่ “พิณสายเดี่ยว” หรือที่ภาษาเวียดนามเรียกว่า “ด่านบ่าว” (Dan bau) เป็นพิณที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ ถือได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวของชาวจิง

การตั้งบ้านเรือนของชาวจิง เดิมชาวจิงใช้ไม้และไม้ไผ่เป็นโครงสร้างหลักแล้วใช้โคลนโบกเป็นฝาบ้าน หลังคามุงจาก แต่ปัจจุบันชาวจิงสร้างบ้านด้วยอิฐและมุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา


การแต่งกาย ผู้อาวุโสชาวจิงแต่งกายด้วยชุดพื้นเมือง สวมเสื้อแขนยาวลำตัวยาวคลุมเข่า ผ่าข้างสูงถึงเอว สวมกางเกงขากว้างและยาวสีเดียวกันกับเสื้อ หรือสีดำ บางคนยังเคี้ยวหมากให้ฟันดำ เพราะนิยมว่าเป็นสีฟันที่สวยงาม ชายสวมเสื้อแขนยาว ลำตัวยาวคลุมถึงเข่า คาดเข็มขัดผ้าที่เอว แต่ปัจจุบันทั้งชายหญิงชาวจิงแต่งกายคล้ายคลึงกับชาวฮั่นทั่วไป


เรื่องอาหารการกิน ชาวจิงกินข้าวเป็นอาหารหลัก นอกจากนี้ยังกินพืชธรรมชาติจำพวก มัน เผือก และข้าวโพด และด้วยอาชีพหลักของชาวจิงคือการประมง ดังนั้นอาหารเนื้อส่วนใหญ่จะเป็นอาหารทะเล เนื้อปลา ปู กุ้ง หอย ชาวจิงรู้วิธีการหมักปลาทำเป็นน้ำปลา นอกจากนี้หญิงชาวจิงชอบเคี้ยวหมากให้ฟันดำอีกด้วย


เกี่ยวกับธรรมเนียมการแต่งงาน ในอดีตพ่อแม่ของชาวจิงจะเป็นผู้จัดการเรื่องการแต่งงานของลูกชายหญิง แต่ปัจจุบันหนุ่มสาวมีอิสระในการเลือกคู่ครองเองได้ ในงานเทศกาล หรือการทำงานในชีวิตประจำวัน หนุ่มสาวจะร้องเพลงโต้ตอบกัน เกี้ยวพาราสีกัน หากฝ่ายชายต้องตาหญิงคนใดจะใช้เท้าเขี่ยทรายและสะบัดใส่ฝ่ายหญิง หากผู้หญิงมีใจให้ก็จะใช้เท้าสะบัดทรายตอบ จากนั้นใช้ใบไม้เขียนเพลงแล้วไหว้วานแม่สื่อให้นำไปมอบให้ฝ่ายตรงข้าม จากนั้นทั้งสองฝ่ายจะส่งรองเท้าไม้ให้กันและกัน หากข้างซ้ายขวาเข้าคู่กัน ก็ถือว่าหนุ่มสาวคู่นั้นมีบุพเพสันนิวาส ฟ้าส่งให้มาเป็นคู่กัน จากนั้นเข้าสู่พิธีสู่ขอ โดยฝ่ายชายจะเตรียมของขวัญและหมอเพลงไปที่บ้านฝ่ายหญิงร้องเพลงโต้ตอบเพื่อยืนยันความแน่ใจว่าทั้งสองฝ่ายตกลงแต่งงานกัน ในพิธีแต่งงานฝ่ายหญิงจะปิดบ้านให้สนิทมิดชิด หน้าบ้านสร้างซุ้มประดับประดาโคมไฟหลากสี 3 ชั้น ฝ่ายขบวนเจ้าบ่าวจะผ่านสามซุ้มแต่ละชั้นไปได้ จะต้องร้องเพลงตอบโต้จนกว่าฝ่ายหญิงจะพอใจจึงจะเปิดประตูต้อนรับ งานเลี้ยงตอนกลางคืน ฝ่ายหญิงจะไปไหว้ผู้ใหญ่ที่บ้านฝ่ายชาย และร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนานเพื่อเฉลิมฉลองให้กับคู่บ่าวสาว


เทศกาลที่ยิ่งใหญ่ของชาวจิงคือ “เทศกาลขับร้อง” (唱哈节 Chànɡ hā jié) จัดขึ้นในช่วงวันที่สิบ เดือนหกตามปฏิทินของชาวจิง เทศกาลนี้หมอเพลงจะผลัดกันขึ้นมาร้องเพลง ผู้คนร่วมฉลองและร้องเพลงกันตลอดช่วงเวลาติดต่อกันสามวันสามคืน
ชาวจิงนับถือเทพเจ้าและวิญญาณต่างๆ โดยเฉพาะเทพเจ้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำและทะเล เนื่องจากชีวิตของชาวจิงผูกพันอยู่กับอาชีพการประมงนั่นเอง






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น